ใส่หน้ากาก ตำนานบทแรกซึ่งภาพจำว่านักมวยปล้ำชาวเม็กซิโกจำเป็นต้องใส่หน้ากากขึ้นเวที

ใส่หน้ากาก ตำนานบทแรกซึ่งภาพจำว่านักมวยปล้ำชาวเม็กซิโกจำเป็นต้องใส่หน้ากากขึ้นเวที

ใส่หน้ากาก เหตุหนึ่งที่ทำให้มวยปล้ำเปลี่ยนเป็นกีฬาขวัญใจ คนอีกจำนวนไม่น้อยหมายถึงคาแรคเตอร์ที่เด่นของนักกีฬา 

ใส่หน้ากาก มูลเหตุหนึ่งที่ทำให้มวยปล้ำเปลี่ยนเป็นกีฬาขวัญใจคนอีกจำนวนไม่น้อยหมายถึงคาแรคเตอร์ที่เด่นของนักกีฬา โดยยิ่งไปกว่านั้น “นักมวยปลุกปล้ำหน้ากาก” ซึ่งมีความเด่นและก็มองหรู อย่างกับหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูน

นักมวยปล้ำหน้ากากที่พวกเรามองเห็นกันจนเคยชินตาปัจจุบันนี้ มีต้นกำเนิดมาจาก ลูชาลิเบร หรือกีฬาชกมวยปลุกปล้ำในประเทศประเทศเม็กซิโก การต่อสู้ที่หน้ากากมีคุณค่ามากยิ่งกว่าเข็มขัดแชมป์ เนื่องจากว่าสิ่งที่ปกปิดบริเวณใบหน้าของพวกเขา เป็นเกียรติยศแล้วก็เกียรติศักดิ์ที่จำต้องรักษาเอาไว้

นี่เป็นแหล่งกำเนิดรวมทั้งเรื่องราวของหน้ากากในกีฬาลูชาลิเบร กับการเดินทางนานเกือบจะ 100 ปี ที่จะทำให้คนอ่านรู้เรื่องและก็เห็นค่าของหน้ากากมวยปล้ำเยอะขึ้นกว่าเดิม เกิด “มาสคาราส” กีฬาชกมวยปลุกปล้ำเริ่มไปสู่เม็กซิโกในตอนทศวรรษ 1840s โดยนักมวยปล้ำชาวชาวเม็กซิโกคนแรกหมายถึงอันโตนิโอ เปเรซ เด ไบรอัน หนุ่มน้อยรูปงามที่เดินทางไปทั่วยุโรป ในฐานะนักสู้ผู้ครอบครองสมญานาม “เฮอร์คิวลิสที่ประเทศเม็กซิโก”

ความชื่นชอบของมวยปล้ำมากขึ้นในประเทศเม็กซิโกอย่างช้าๆจนถึงตอนทศวรรษ 1920s หรือข้างหลังเหตุการเปลี่ยนแปลงประเทศเม็กซิโก ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักแก่วัฒนธรรมประเทศเม็กซิโก ชนชั้นแรงงานสามารถเข้าถึงกีฬาแล้วก็ความรื่นเริงใจ ในตอนหลังการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น มวยสากล, เบสบอล, โรงภาพยนต์ หรือ โรงแสดงละคร

กีฬาชกมวยปลุกปล้ำเริ่มแผ่กระจายความนิยมชมชอบซึ่งแรกเริ่มจำกัดอยู่ในเมืองหลวง (ประเทศเม็กซิโก ซิตี้) สู่ระดับภูมิภาคเดี๋ยวนี้ คำว่า “การต่อสู้อย่างอิสระ” เริ่มถูกเอ่ยถึงอย่างล้นหลามในกลุ่มชาวชาวเม็กซิโก ผู้คนรวมตัวกันในสนามกีฬาประจำเมือง เพื่อรับดูการต่อสู้ของ 2 ลูชาดอร์ ที่ดำเนินไปอย่างเหี้ยมโหดและก็ไม่มีกฎข้อตกลง

ปี 1933 กีฬาชกมวยปลุกปล้ำในประเทศเม็กซิโกเริ่มเป็นรูปร่าง เมื่อสมาคมมวยปล้ำที่ดั้งเดิมที่สุดในโลก ถูกจัดตั้งขึ้นโดย ซัลวาดอร์ ลูเตอร์ร็อธ โปรโมเตอร์มวยปล้ำที่วันหลังถูกขนานเป็นพ่อที่ลูชาลิเบร ด้วยเหตุว่าภายหลังจัดตั้งสัมพันธ์ได้ไม่นาน ดังเป็นดอกไม้ไฟแตก แล้วก็สามารถจัดโชว์ที่มีผู้ชมราว 5,000 คน ตั้งแต่ปีแรกของการดำเนินกิจการ

ขณะนั้น ผู้ชมโดยมากของกีฬาชกมวยปล้ำหมายถึงชนชั้นแรงงาน จากเรื่องราวคนดีปะทะคนเลว ที่รู้เรื่องได้ง่าย รวมทั้งสามารถสร้างความระทึกใจผ่านการต่อสู้ที่เน้นย้ำความร้ายแรง ไม่นานนัก ลูเตอร์ร็อธ ก็เลยคิดปรับปรุงโชว์ของเขาให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการผลิตคาแรคเตอร์ผู้ร้ายที่น่าสยดสยองเกินมนุษย์ปกติ

ในปี 1934 นักมวยปลุกปล้ำหน้ากากคนแรกก็เลยเกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก เมื่อนักมวยปลุกปล้ำคนร้ายคนอเมริกันที่ชื่อว่า พายุไซโคลน แม็คเคลย์ อยากใส่หน้ากากขึ้นปลุกปล้ำ เพื่อเล่นบทตัวร้ายที่ได้แรงดลใจจากกรุ๊ปเหยียดสีผิว ในสหรัฐอเมริกา ช่างซ่อมรองเท้าที่ชื่อว่า อันโตนิโอ มาร์ตำหนิเนซ ก็เลยเปลี่ยนแปลงมารับงานเสริมเป็นการผลิตหน้ากากมวยปล้ำ

ใส่หน้ากาก โดยในตอนแรก เขาใช้หนังกลายเป็นอุปกรณ์ทำหน้ากาก แม้กระนั้นวันหลัง มาร์ติเตียนเนซ เปลี่ยนแปลงมาใช้ผ้าฝ้ายเป็นอุปกรณ์เพื่อช่วยทำให้ใส่สบายเพิ่มขึ้น นักมวยปลุกปล้ำชาวชาวเม็กซิโก ก็เลยเริ่มสนใจที่จะทดลองรับบทบาทนักมวยปล้ำหน้ากาก ดูมวยสดวันนี้

ใส่หน้ากาก

นักมวยปลุกหน้ากาก ซึ่งมีความเด่นและก็มองหรู อย่างกับหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูน

ใส่หน้ากาก ปี 1936 นักมวยปล้ำหน้ากากชาวชาวเม็กซิโก ก็เลยเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อนักมวยปล้ำที่ชื่อว่า เฮซุส วาลาสเกซ ตกลงใจเปลี่ยนแปลงหน้าที่ แล้วก็เปิดตัวภายใต้หน้ากากในชื่อ “ไอ้ค้างคาว” วาลาสเกซ หรือเอล มูร์เซียลาโก

หน้ากากมวยปล้ำ หรือ มาสคาราส ก็เลยมีหน้าที่ในกีฬาชกมวยปล้ำของประเทศเม็กซิโกบ่อยมา ก่อนที่จะแปลงเป็นวัฒนธรรมหลักของลูชาลิเบร จากอิทธิพลของลูชาดอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชั่วนิจนิรันดร์ นักมวยปลุกปล้ำผู้ครอบครองหน้าสีเงินที่ชื่อว่าเอล

จิตวิญญาณของความเที่ยงธรรมเอล ซานโตหรือ นักบุญภายใต้หน้ากากสีเงิน มีชื่อจริงว่า โรดอลโฟ กุซมัน องค์การอนามัยโลกเอร์ตา เขาเริ่มปล้ำมาตั้งแต่ปี 1935 แต่ว่าไม่เคยเป็นที่นิยมระดับที่ถือว่าสูง จวบจนกระทั่งปี 1942 ที่เขาเปิดตัวในฐานะเอล ซานโตนักมวยปล้ำ ปัญหาที่ร่วมการแข่งขันชิงชัยกางทเทิลรอยัล 8 คน แล้วก็คว้าแชมป์มาครอบครองได้เสร็จ

ซานโตดังเป็นพลุแตกนับตั้งแต่นั้น แฟนมวยปล้ำหลงเสน่ห์ความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งคลั่งไคล้ในรูปภาพลักษณ์ของเขา เมื่อบวกกับภูมิหลังอันเป็นความลับของนักสู้หน้ากากสีเงินรายนี้ เอล ซานโต ก็เลยนับว่าเป็นคาแรคเตอร์ที่เพอร์เฟ็คที่สุด เท่าที่วงการลูชาลิเบร เคยมีมา

ความมีชื่อเสียงของเอล ซานโตทำให้นักมวยปล้ำหน้ากาก ในประเทศเม็กซิโกเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เริ่มจากการเกิดของ บลู เดมอน นักมวยปล้ำข้างอธรรม ผู้เป็นคู่อริชั่วกับชั่วกัลป์ของเอล ซานโตทั้งคู่ สร้างแมตช์มวยปล้ำประสิทธิภาพด้วยกันเยอะแยะ จนกระทั่งมวยปล้ำเปลี่ยนเป็นกีฬาระดับประเทศ แล้วก็ถูกถ่ายทอดสดสู่สายตาผู้ชมทั้งประเทศถึง 4 ครั้งต่ออาทิตย์ในปี 1953

อิทธิพลของกีฬาชกมวยปล้ำที่กำลังพุ่งสูงระดับสูงสุด นำมาซึ่งการทำให้เอล ซานโตแล้วก็ บลู เดมอน เปลี่ยนเป็นซูเปอร์สตาร์ในฐานะดาราภาพยนตร์ ในขณะที่ไม่เคยเผยใบหน้าที่จริงจริงแก่หมู่ชน โดยเอล ซานโตมีชื่อเสียง จากหนังเรื่อง Santo vs The Zombies ที่เขาสวมบทเป็นตัวเอง หรือเอล ซานโตซึ่งกำลังต่อสู้ กับฝูงซอมบี้ ด้วยพลังพิเศษเสมือนซูเปอร์วีรบุรุษจากหนังสือการ์ตูนอเมริกัน

ส่วน บลู เดมอน ที่กลับเป็นข้างธรรมะภายหลังมีชื่อ ร่วมแสดงให้ภาพยนตร์(1971) ซึ่งเขาสวมบทบาทเป็นหัวหน้าทีมนักมวยปล้ำซูเปอร์วีรบุรุษ เวอร์ชั่นนักมวยปลุกปล้ำ โดยมีลูชาดอร์ที่กำลังเลื่องลือขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น มิล มาสคาราส นักมวยปล้ำผู้ครอบครองฉายา “มนุษย์ 1,000 หน้ากาก”, ครั้งเนียบลาส แล้วก็ ราโย เด ฮาลิสโซ ร่วมแสดง

นักมวยปล้ำหน้ากากชาวชาวเม็กซิโก ก็เลยมีผลต่อสังคมมากยิ่งกว่าในฐานะของนักกีฬา แต่ว่ารวมทั้งหน้าที่ของวีรบุรุษขวัญใจชาวบ้าน และก็เครื่องหมายของความเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในประเทศประเทศเม็กซิโกคร่ำครวญหา ท่ามกลางความระส่ำระสายรวมทั้งความร้ายแรงของชาติบ้านเมือง ที่เกิดขึ้นโดยมือของกลุ่มค้าสิ่งเสพติด

หน้ากากมวยปล้ำ ก็เลยมีความศักดิ์สิทธิรวมทั้งได้รับความเคารพนับถือเป็นอย่างมากจากแฟนมวยปล้ำ ด้วยเหตุว่าพวกเขามั่นใจว่าจิตวิญญาณหวานใจความถูกต้องชัดเจนของนักมวยปล้ำ จะถูกรักษาไว้ด้านในหน้ากากของเขา หากแม้ตัว นักมวยปล้ำจริงๆ อย่างเอล ซานโตและก็ บลู เดมอน จะเสียชีวิตไปและตาม

เกียรติและก็เกียรติ ทุกๆวันนี้ คาแรคเตอร์เอล ซานโตและ บลู เดมอน ยังคงโลดแล่นในแวดวงลูชาลิเบร ด้วยความสามารถของนักมวยปล้ำรุ่นหลัง ซึ่งเป็นผู้สืบสกุลของเชื้อสาย โดยหน้ากากสีเทาของ เอล ซานโต ตกทอดต่อกันมาแล้ว 3 รุ่น ตัวอย่างเช่นเอล ฮิโย เดล ซานโต ลูกชายของเอล ซานโตแล้วก็ซานโต จูเนียร์ ซึ่งเป็นลูกชายของเอล ฮิโย เดล ซานโต

การสืบสานหน้ากากจากนักมวยปล้ำรุ่นก่อนสู่นักมวยปล้ำแบบใหม่ นับว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดำเนินมาอย่างนานในวงการลูชาลิเบร แมตช์การปล้ำพนันหน้ากาก ก็เลยนับว่าเป็นแมตช์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเหล่าลูชาดอร์ เพราะเหตุว่าการถอดหน้ากากในกีฬาชกมวยปลุกปล้ำประเทศเม็กซิโก แปลว่านักมวยปล้ำรายนั้น หมดสิ้นเกียรติในฐานะนักมวยปลุกปล้ำหน้ากากไปจนกระทั่งหมด

การสวม-ถอดหน้ากากขึ้นปล้ำ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆในประเทศประเทศเม็กซิโก เพราะเหตุว่ามีกฎอย่างเห็นได้ชัดว่า ถ้าเกิดนักมวยปล้ำรายใดถูกถอดหน้ากากแล้ว จะไม่สามารถที่จะกลับมาใส่หน้ากากได้อีก

ด้วยเหตุดังกล่าว นักมวยปล้ำหน้ากากระดับตำนานของฝั่งอเมริกา อย่าง เรย์ มิสเตอริโอ ก็เลยถูกวิภาควิจารณ์เป็นอย่างมาก เมื่อเขาขึ้นปล้ำโดยใส่หน้ากาก ข้างหลังเปิดตัวเมื่อปี 2002 ในขณะที่ เรย์ มิสเตอริโอ สูญเสียหน้ากากของเขาไปตั้งแต่ปี 1999 ข้างหลังปลุกปล้ำแพ้ เควิน แนช

ตอนนี้ หน้ากากก็เลยถูกใช้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งสำหรับการเดินเรื่องระหว่างแมตช์ โดยนักมวยปล้ำจะฉีกหน้ากากของนักมวยปล้ำข้างธรรมะ ซึ่งสื่อถึงการดูถูกดูแคลนและไม่ให้ความนับถือคู่แข่ง ที่เลือกจะต่อสู้บนสังเวียนภายใต้หน้ากาก

หน้ากากมวยปล้ำจะถูกถอดอย่างสมศักดิ์ศรีเพียงแต่กรณีเดียวแค่นั้นหมายถึงนักมวยปล้ำรายนั้นประกาศรีไทร์ แล้วก็ตกลงใจถอดหน้ากาก เพื่อเผยเค้าหน้ารวมทั้งตัวตนที่จริงจริงแก่มหาชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่กำลังกล่าวว่า นักมวยปล้ำรายนี้ได้จบหน้าที่วีรบุรุษ เพื่อกลับไปดำรงชีวิตในฐานะคนเดินดินอีกรอบ อย่างกับที่เอล ซานโตเผยใบหน้า ของตนเอง ผ่านจอทีวี ก่อนที่จะเสียชีวิตราว 1 อาทิตย์ต่อมา

ใส่หน้ากาก กีฬาชกมวยปล้ำ แล้วก็ หน้ากาก ก็เลยเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ขาดในประเทศเม็กซิโก เพราะว่าทั้งสองมิได้เกี่ยวข้องกันเพียงแค่ในฐานะนักกีฬากับอาภรณ์ แม้กระนั้นซึ่งก็คือ วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์, เกียรติศักดิ์ แล้วก็เกียรติ ที่ตกทอดต่อเนื่องกันมาตรงเวลาแทบ 100 ปี รวมทั้งจะก้าวเดินต่อไปตราบนานเท่านาน ไม่มีแชมป์